หน้าแรก ครับ

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

Adjective คำคุณศัพท์

Adjective คำคุณศัพท์
Adjective ( คุณศัพท์ ) คือคำ ( word ) วลี ( phrase ) หรือประโยค ( sentence )    ซึ่งใช้อธิบายหรือขยายคำนาม หรือสรรพนาม ให้ได้ ความชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นการบอกให้รู้ลักษณะคุณสมบัติของนามหรือสรรพนามนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น good, bad, new, hot, my, this  โดยทั่วไปการวางตำแหน่ง คุณศัพท์ในประโยคจะวางได้ 2 แบบ
  • ใช้วางประกอบข้างหน้านาม ( attributive use ) ที่มันขยายShe is a beautiful girl.  เธอเป็นคนสวย ( beautiful ขยายนาม girl)
    These are small envelopes. พวกนี้เป็นซองเล็กๆ  ( small ขยายนาม envelopes)
  • ใช้วางเป็นส่วนของกริยา ( predicative use ) โดยอยู่ตามหลัง verb to be เมื่อ adjective นั้นขยาย noun หรือ pronoun ที่อยู่หน้า verb to beThe girl is beautiful. เด็กผู้หญิงคนนั้นสวย 
          (
     beautiful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be  ขยาย girl และ the เป็นคุณศัพท์ขยาย girl เช่นกัน
    These 
    envelopes are smallซองพวกนี้มีขนาดเล็ก
          (
     small เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย envelopes ,these เป็น คุณศัพท์ขยาย envelopes เช่นกัน )
    She 
    has been sick all weekเธอป่วยมาตลอดอาทิตย 
          (
     sick เป็น คุณศัพท์ ที่ตามหลัง verb to be   ขยายสรรพนาม she )
    ( You) 
    Be careful( คุณ ) ระมัดระวังด้วย 
          
    ( careful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย you    ซึ่งในที่นี้ละไว้เป็นที่เข้าใจ ) 
    That cat 
    is fat and  whiteแมวตัวนั้นอ้วนและมีสีขาว
         
    ( That 
    เป็นคุณศัพท์ประกอบหน้านาม   fat และ white เป็นคุณศัพทซึ่งเป็นส่วนของกริยาขยาย cat
 หลักเกณฑ์อื่นๆ
1. คุณศัพท์ที่ประกอบหน้านามไม่ได้ ต้องวางหลัง verb to be หรือ linking verb* เท่านั้นเรียกว่าเป็น predicate adjective ได้แก่
 alike เหมือน
 afraid
 กลัว
 asleep หลับ
 alone
 โดยลำพัง
 awake ตื่นอยู่
 alive
 มีชีวิตอยู่
 aware ระวัง
 ashamed
 ละอาย
 afloat ลอย
 unable
ไม่สามารถ
 content พอใจ
 worth
 มีค่า
 ill ป่วย
 well
 สบายดี
 เช่น
These two women look alike. ผู้หญิง 2 คนนี้ดูเหมือนกัน ( look เป็น linking verb, alike เป็น predicative adj.)
The boy is asleep. เด็กชายกำลังนอนหลับ ( ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The  sleeping boy. )
The sky is aglow. ท้องฟ้าสว่างไสว ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The  glowing sky.
linking verb หมายถึง กริยาที่ใช่เชื่อมประธาน ( Subject) กับคำอื่นให้สัมพันธ์ กันเพื่อช่วยขยายประธานของประโยค ให้ได้ใจความสมบูรณ์ที่นอกเหนือไปจาก verb to beเช่น appear, become, feel, get, grow,keep, look, go, remain, seem, smell, sound, taste, turn.
 2. คุณศัพท์ที่ใช้เป็นส่วนของกริยา ( verb to be ) ไม่ได้ เช่น
 former ก่อน latter หลัง
 inner ภายใน outer นอก
 actual ในทางปฏิบัติ neighboring ใกล้เคียง
 elder อายุมากกว่า drunken เมา
 entire ทั้งสิ้น shrunken หด
 especial โดยเฉพาะ wooden ทำด้วยไม้
 middle กลาง
เช่น   A wooden heart. (ไม่ใช่  A heart is wooden )
 3. ถ้าคุณศัพท์นั้นทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนามที่เป็นกรรมของประโยค ต้องวางคุณศัพท์ไว้หลังกรรมนั้นเพื่อให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
We considered his report  unsatisfactory.  เราพิจารณาเห็นว่ารายงานของเขาไม่เป็นที่น่าพอใจ
      (unsatisfactory 
เป็นคุณศัพท์ขยาย his report  ซึ่งเป็นกรรมของประโยค )
 4. เมื่อใช้กับข้อความแสดงการวัด ( measurement) วางคุณศัพท์ไว้หลังนาม หรือสรรพนาม เช่น
My uncle is sixty years old.  ลุงของฉันอายุ 60 ปี    (ไม่ใช่ My uncle is old sixty years.)
This road is fifty feet wide. ถนนนี้กว้าง 50 ฟุต    (ไม่ใช่ This road is wide fifty feet.)
 5. เมื่อคุณศัพท์หลายคำประกอบนามหรือสรรพนามเดียว จะวางข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้   โดยจะต้องมี and  มาคั่นหน้าคุณศัพท์ตัวสุดท้าย เช่น
The building, old and unpainted, was finally demolished.   ตึกซึ่งเก่าและสีทรุดโทรม
    ในที่สุดก็ถูกทุบทิ้ง ( วางข้างหลัง ) หรือThe old and unpainted building was finally demolished. ( วางข้างหน้า )
 He bought a new, powerful and expensive car . เขาซื้อรถใหม่ที่กำลังแรงสูงและราคาแพง หรือ 
 He bought a carnew, powerful and expensive.  
 6. คุณศัพท์วางตามหลังคำสรรพนาม ( pronoun ) ที่มันขยาย ต่อไปนี้        
 someone anyone no one everyone
 somebody anybody nobody everything
 something anything nothing everybody
เช่น
She wanted to marry someone rich and smart.  เธอต้องการแต่งงานกับใครสักคนซึ่งหล่อและรวย
I'll tell you something important. ฉันจะเล่าบางอย่างที่สำคัญให้คุณฟัง
 7. วาง คุณศัพท์ไว้หลังนามหรือสรรพนามถ้าคุณศัพท์นั้นมีข้อความ ( prepositional phrase ) ประกอบอยู่      เช่น
Thailand is a country famous for its food and  fruits.  ไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารและผลไม้
      (famous เป็นคุณศัพท์    famous for food and fruits เป็นข้อความขยายคำนาม country)
She is the woman suitable for the position. เธอเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกับตำแหน่ง 
      (suitable
 เป็นคุณศัพท์  suitable for the position.  เป็นข้อความขยาย  woman )
 8. คุณศัพท์บางคำมีความหมายต่างกัน ถ้าวางในตำแหน่งที่ต่างกัน เช่น
He is and old friend.  เขาเป็นเพื่อนเก่า
My friend is old.  เพื่อนของฉันสูงอายุ
The teacher was present.  ครูมาอยู่ที่นั้นด้วย
The present teacher.  ครูคนปัจจุบัน
Harry was late.  แฮรีมาสาย
The late Harry.  แฮรี่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว
 9. กลุ่มของคำที่เป็นวลี ( phrase) หรืออนุประโยค ( clause ) เมื่อขยายคำนาม ต้องวางหลังนามหรือสรรพนามที่มันประกอบ เช่น
The woman sitting in the chair is my mother .  ผู้หญิงที่นั่งที่เก้าอี้เป็นแม่ของฉัน 
      ( sitting in the chair
  เป็นวลี ขยายคำนาม  the woman)
The man who came to see me this morning is my uncle.     ผู้ชายที่มาหาฉันเมื่อเช้านี้คือลุงของฉัน 
     ( who came to see me this morning
  เป็นอนุประโยคขยายคำนาม the man )
หมายเหตุ    ถ้านามใดมีทั้งวลี และ อนุประโยค มาขยายพร้อมกัน ให้เรียงวลีไว้หน้าอนุประโยคเสมอ เช่น
I like the picture on the wall which was  painted by my friend.     ฉันชอบรูปภาพที่แขวนบนข้างซึ่งวาดโดยเพื่อนของฉัน
      ( on the wall เป็นวลีขยาย the picture) ( which was painted by my friend เป็นอนุประโยคขยาย the picture ) 

There is only one solution possible.   (possible วางหลังคำนาม solution ) There are some tickets available.   ( available วางหลังคำนาม tickets)
 10. คุณศัพท์ที่เป็นสมญานามไปขยายคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ให้วางหลังคำนามนั้นเสมอ เช่น
 Alexander the GreatWilliam the Conqueror
 11.โดยปกติคุณศัพท์จะต้องวางหลัง article ที่เป็น a หรือ an เช่น a good man   ยกเว้นคุณศัพท์ต่อไปนี้   เมื่อนำไปขยายคำนามที่เป็นเอกพจน์และนับได้ ให้วางคุณศัพท์นั้นไว้หน้า a หรือ an ได้แก่ half, such, quite,  rather และ many เช่น
John is such a good man. ( a good man เป็นนามเอกพจน์ )This is rather a valuable picture ( a valuable picture เป็นนามเอกพจน์ )
 12. เมื่อ adjective หลายคำประกอบคำนามเดียว ควรวางลำดับก่อนหลังดังนี้
Article
Demonstrative
Possessive
Indefinite
Adjective
บอกจำนวนนับ
คำอธิบายลักษณะ
นามรองทำหน้าที่คุณศัพท์
นามหลัก
คุณภาพ
ลักษณะ
รูปร่าง
ขนาด
อายุ
สี
สัญชาติ
แหล่งกำเนิด
วัสดุ
A
beautiful
old
Italian
touring
car.
An
expensive
antique
silver
mirror.
The
four
gorgeous
long-stemmed
red
roses.
Her
short
black
hair.
Our
two
big
old
English
  
sheep-
dogs.
Some
delicious
Thai
food.
Many
modern
small
brick
houses.

credit: http://ict.moph.go.th


วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

Simple Future (อนาคต)

Simple Future

1. Simple Future
โครงสร้าง
Subject
auxiliary verb
(  will )
+ main verb
( base form)
ประธาน +   กริยาช่วย  ( will ) + กริยาหลักช่อง 1
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาหลักช่อง 1
+Iwillopenthe door.
+Youwillfinishbefore me.
-Shewillnotbeat school tomorrow.
-Wewillnotleaveyet.
?Willyouarriveon time?
?Willtheywantdinner?
การใช้
  • ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  จะมีคำบอกเวลาอนาคตกำกับอยู่ด้วย
    They will finish the work tomorrow.
    He will arrive next Saturday
    Where will you be this time next year.
    I'll be in London tomorrow.
    Will you be at work tomorrow?
  • ใช้ในการพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่มีแผนที่จะพูดมาก่อน
    Hold on. I'll get a pen.
    We will see what we can do to help you.
    Maybe we'll stay in and watch television tonight. 
  • มักจะใช้ simple future tense กับคำกริยา to think
    think I'll go to the gym tomorrow.
    think I will have a holiday next year.
    I don't think I'll buy that car.
  • ใช้ในการพูดทำนองทำนายการเกิดเหตุการณ์อนาคต
    It will rain tomorrow.
    People won't go to Jupiter before the 22nd century.
    Who do you think will get the job?
    The movie "Troy " will win several Academy Awards.
    It will rain tomorrow.
  • ใช้กับสถานการณ์แสดงการสมัครใจ เสนอตัวทำ
    Will someone open the window for me?"
    "I'll do it!"
    I'm really hungry.  I'll make some sandwiches.
    I'm so tired. I'm about to fall asleep. I'll get you some coffee.
  • การใช้ Will และ Shall
    ถ้าต้องการแสดงอนาคต        ใช้  will กับประธานทุกคำ
    ถ้าต้องการแสดงความตั้งใจ  ใช้ shall กับประธานทุกคำ เช่น
    I will come to the party.
    shall be disappointed 
  • ประโยคที่มีความหมายเป็นอนาคต อาจไม่จำเป็นต้องใช้ will หรือ shall แต่ใช้รูปอื่นแทนได้ เช่น
    We'll fly  tomorrow.
    ใช้รูป : Present Simple    เช่น  We fly tomorrow.
    ใช้รูป : Present Progressive เช่น  We are flying tomorrow.
    ใช้รูป : going to เช่น  We are going to fly  tomorrow.
    ใช้รูป :  is to , are to เช่น The Prime Minister is to visit Japan.

2. Future Progressive ( continuous )
โครงสร้าง
Subject
auxiliary verb
(  will )
auxiliary verb
(  be ) 
+ main verb
( present participle )
ประธาน +   กริยาช่วย  ( will ) + กริยาช่วย  ( be )+ กริยาหลัก+ ing
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาช่วยกริยาหลัก+ing
+Iwillbeworkingat 10am.
+Youwillbelyingon a beach tomorrow.
-Shewillnotbeusingthe car.
-Wewillnotbehavingdinner at home.
?Willyoubeplayingfootball?
?WilltheybewatchingTV?
การใช้
  • ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า ณ เวลาหนึ่งในอนาคต จะมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งกำลังดำเนินอยู่   ในประโยคจะมีคำบอกเวลา ณ จุดหนึ่งในอนาคตกำกับอยู่ด้วยเสมอ   เป็นการใช้เพื่อเน้นการกระทำ
    ทีกำลังดำเนินในอนาคต
    will be playing tennis at 10am tomorrow.
    He will be studying at the US next year.
    At midnight tonight, we will still be driving through the desert
  • ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในอนาคตซึ่งเกิดไม่พร้อมกัน
    We 'll be having dinner when the film starts.
    Take your umbrella. It will be raining when you return.
    When your plane arrives tonight, I will be waiting for you.

3.Future Perfect
Subject
auxiliary verb
(  will )
auxiliary verb
(  have ) 
+ main verb
( past participle )
ประธาน +   กริยาช่วย  ( will ) + กริยาช่วย  ( have )+ กริยาหลักช่อง 3
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาช่วยกริยาหลักช่อง 3
+Iwillhavefinishedby 10am.
+Youwillhaveforgottenme by then.
-Shewillnothavegoneto school.
-Wewillnothaveleft.
?Willyouhavearrived?
?Willtheyhavereceivedit?
การใช้
  • ใช้เมื่อต้องการบอกว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์อย่างหนึ่งจะจบสิ้นลง
    By next November, I will have received my promotion
    The train will have left when you arrive.
    You can call me at work at 08:15 am. I will have arrived at the office by 08:00.
    All these roses will have died before Christmas.
    They will have finished the work by next week.
4. Future Perfect Progressive
โครงสร้าง
Subject
auxiliary verb
(  will )
auxiliary verb
(  have ) 
auxiliary verb
( been )
+ main verb
( present participle)
ประธาน +   กริยาช่วย  ( will ) + กริยาช่วย  ( have )+ กริยาช่วย  ( been )+ กริยาหลัก+ing
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาช่วยกริยาช่วยกริยาหลัก
+Iwillhavebeenworkingfor four hours.
+Youwillhavebeentravelingfor two days.
-Shewillnothavebeenusingthe car.
-Wewillnothavebeenwaitinglong.
?Willyouhavebeenplayingfootball?
?WilltheyhavebeenwatchingTV?
การใช้
  • ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต   เหตุการณ์อย่างหนึ่งซึ่งดำเนินมาก่อนหน้านั้นก็ยังคงดำเนินอยู่ และจะดำเนินต่อไปอีก
    I will have been working here for ten years next week.
    He will be tired when he arrives. He will have been traveling for 24 hours.
    They will have been talking for over an hour by the time  I arrive.
    Do you realize that by the time we arrive in Had Yaiwe will have been driving for twenty straight hours.

เปรียบเทียบการใช้  Future Perfect Progressive  กับ Future Perfect
Future Perfect Progressive :
In December will have been writing this book for seven months
เมื่อถึงเดือนธันวาคม ฉันก็จะเขียนหนังสือนี้มาได้เจ็ดเดือน  ( และจะเขียนต่อไป )
Future Perfect :
I will finish this book in January next year, when I will have written this book for eight months.
ประโยคนี้แสดงว่าเมื่อถึงเดือนมกราคม การเขียนจะเสร็จสิ้น ไม่มีการเขียนอีกต่อไป



iinet ADSL
WebCounter

Simple Past (อดีตกาล)

Simple Past

ในบทนี้จะได้กล่าวถึงการใช้  Past tenses  ทั้ง 4 รูปคือ Simple Past ,Past progressive,Past perfect,และ Past perfect progressive

 1. Simple Past
โครงสร้าง
Subject
+   main verb
( past form)  
+ main verb (base form )    or
+   auxiliary verb
( did )
+ main verb (base form )
ประธาน + กริยาช่อง 2   หรือ  กริยาช่วย  ( did ) + กริยาหลัก ช่อง 1
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาหลัก
+Iwentto school.
Youworkedvery hard.
-Shedidnotgowith me.
Wedidnotworkyesterday.
?Didyougoto London?
Didtheyworkat home?
การใช้
  • ใช้ past simple  กับการกระทำซึ่งเกิดขึ้นและจบลงแล้วในอดีต ซึ่งมักจะมีคำแสดงอดีตอยู่ด้วยเสมอ เช่น  yesterday, last week,  in 1997, when I was young , ago, the other day , in the past,  this morning เป็นต้น
    The car exploded at 9.30am yesterday.
    She went to the party last night.
    We did not hear the telephone this morning.
    She fell asleep a few minutes ago.
  • ใช้กับการกระทำซึ่งเกิดขึ้นประจำในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้มีการกระทำเช่นนั้นแล้ว มักจะมีคำแสดงอดีต และคำแสดงความบ่อยหรือความเป็นประจำด้วย
    lived in Bangkok for 10 years.
    The Jurassic period lasted about 62 million years.
    He walked to school every day last year.
    When I was young I used to get up early in the morning
หมายเหตุ  ในการเล่าเรื่องโดยปกติจะใช้ simple past tense และอาจใช้ past continuous tense เพื่อให้เห็นสถานการณ์ขณะนั้น  ดังตัวอย่างการเล่าเรื่องต่อไปนี้
"The wind was howling around the hotel and the rain was pouring down. It was cold. The door opened and James Bond entered. He took off his coat, whichwas very wet, and ordered a drink at the bar. He sat down in the corner of the lounge and quietly drank his..."
2. Past  Progressive
โครงสร้าง
Subject
auxiliary verb
(  was,were ) 
+main verb 
( present participle )
ประธาน +   กริยาช่วย  ( was,were ) + กริยาหลัก + ing
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาหลักช่อง 1+ing
+
IwaswatchingTV.
+
Youwereworkinghard.
-
He, she, itwasnothelpingMary.
-
Wewerenotjoking.
?
Wereyoubeingsilly?
?
Weretheyplayingfootball?
การใช้
  • ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างซึ่งกำลังดำเนินอยู่พร้อมๆกันในอดีต   โดยมีเวลาในอดีตกำกับ
    I was working at 10pm last night. 
    They were not playing football at 9am this morning.
    What were you doing at 10pm last night?
  • ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างซึ่งกำลังดำเนินอยู่พร้อมๆกันในอดีต โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ ( Past Progressive ) ก็มีอีกเหตุการณ์เกิดขึ้น ( Simple Past)    มักมีคำเชื่อมประโยค when, while ,as
    What were you doing when he arrived?
    She was cooking when I telephoned her.
    We were having dinner when it started to rain.
  • ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างซึ่งกำลังดำเนินอยู่พร้อมๆกันในอดีต โดยไม่ระบุว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อน ใช้ Past Progressive ทั้ง2 ประโยค
    was studying while he was making dinner.
    While Ellen was reading, Tim was watching television.
  • ใช้ลอยๆ กับเหตการณ์เดียวได้ในกรณีที่มีคำบอกช่วงเวลากำกับไว้ในประโยค  หรือใช้ในการเล่าเรื่อง
    was writing all day yesterday.
    " James Bond was driving through town. It was raining. The wind was blowing hard. Nobody was walking in the streets. Suddenly, Bond saw the killer in a telephone box..."
หมายเหตุ  เปรียบเทียบการใช้   Simple Past  และ Past Progressive
Last night at 6 p.m., I ate dinner.
(เมื่อวานนี้ ฉันเริ่มรับประทานอาหารเย็น 18.00 น.)

Last night at 6 p.m., I was eating dinner.
(เมื่อวานนี้ตอน18.00น.  ฉันกำลังอยู่ระหว่างการรับประทานอาหารเย็น .)
3. Past Perfect
โครงสร้าง
Subject
auxiliary verb
(  had )
+ main verb
( past participle )
ประธาน +   กริยาช่วย  ( had ) + กริยาหลักช่อง 3
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาช่อง 3
+
Ihadfinishedmy work.
+
Youhadstoppedbefore me.
-
Shehadnotgoneto school.
-
Wehadnotleft.
?
Hadyouarrived?
?
Hadtheyeatendinner?
การใช้
  • ใช้เมื่อมีเหตุการณ์ 2 อย่างเกิดขึ้นในอดีต  อย่างหนึ่งเกิดก่อนอีกอย่างหนึ่ง
    เหตุการณ์การณ์ที่เกิดก่อน ใช้ Past Perfect
    เหตุการณ์ทเกิดภายหลังใช้ Simple Past

    I wasn't hungry. I had just eaten.
    They were hungry. They had not eaten for five hours.
    didn't know who he was. I had never seen him before.
    The train had left when we arrived .
  • ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาจุดหนึ่งในอดีต
    Jane had never seen lion until yesterday
    By 1985, I had taught that class for ten years.
ตัวอย่างการใช้งาน     คุณไปที่สถานีรถไฟตอน 09.15 น. . เจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟแจ้งคุณว่า
"You are too late. The train has left." คุณมาสายไป รถไฟออกไปแล้วครับ
ภายหลังคุณไปเล่าให้เพื่อนฟังดังนี้  "We were too late. The train had left."
หมายเหตุ   การใช้ Past Perfect นี้   มีการใช้ในเรื่องของประโยคคาดคะเน สมมติ หรือประโยคแสดงความปรารถนา และใน indirect speech อีก ซึ่งจะได้มืรายละเอียดในบทต่อๆไป

4. Past Perfect Progressive
โครงสร้าง
Subject
auxiliary verb
(  had)
+  auxiliary
(been)
+main verb
( present participle )
ประธาน +   กริยาช่วย  ( had ) + กริยาช่วย ( been ) + กริยาหลัก+ing
ดังตัวอย่าง
subjectauxiliary
verb
auxiliary
verb
main verb
+
Ihadbeenworking.
+
Youhadbeenplayingtennis.
-
Ithadnotbeenworkingwell.
-
Wehadnotbeenexpectingher.
?
Hadyoubeendrinking?
?
Hadtheybeenwaitinglong?
การใช้
  • มีหลักการใช้เช่นเดียวกับ Past Perfect  ต่างกันเพียงใช้ Past perfect Progressive เมื่อต้องการเน้นความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดก่อน เช่น
John was very tired. He had been running( เน้นว่าได้มีการวิ่งอย่างต่อเนื่อง )
I could smell cigarettes. Somebody had been smoking. ( เน้นว่าได้มีการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง )
My car broke down. I was not surprised. It had not been running well for a long time.
Had the pilot been drinking before the crash?
เปรียบเทียบการใช้ Past Perfect  และ Past perfect Progressive
Past Perfect :  He had slept for three hours when we called him up.
Past perfect Progressive : He had been sleeping for three hours when we called him up.
ทั้งสองประโยคมีความหมายเหมือนกัน  แต่ในประโยคที่สองเป็นการเน้นว่า มีการนอนอยู่ตลอดเป็นเวลา 3 ชั่วโมง
เปรียบเทียบการใช้ Past Perfect Progressive  กับ Past Progressive
Past Progressive:  I was reading when my roommate returned.
Past Perfect Progressive :I had been reading for an hour when my roommate returned.

มีความหมายต่างกันคือ
ประโยคแรก ในขณะที่ฉันกำลังอ่านอยู่ เพื่อนร่วมห้องกลับมา
ประโยคที่สอง  ฉันได้อ่านมาแล้ว 1 ชั่วโมงและหยุดอ่านก่อนที่เพื่อนร่วมห้องจะกลับมา

เพื่อการเรียนรรู้ ขอขอบคุณ....
         Credit : http://ict.moph.go.th

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

Simple Present (ปัจจุบัน)

                                                Simple Present 

ดังได้กล่าวมาในบท Verb Tense ( Types ) แล้วว่า Verb Tense มีทั้งหมด 12 รูปใน active voice ในบทนี้จะได้กล่าวถึงการใช้  Present tenses  ทั้ง 4 รูปคือ Simple present , Present progressive, Present perfect,และ Present perfect progressive.
1.Simple Present Tense
โครงสร้าง    
Subject + auxiliary verb ( do ) + main verb ( base )
ประธาน + กริยาช่วย ( do) + กริยาหลักช่อง 1
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาหลัก
+  บอกเล่าIamFrench.
You, we, theyareFrench.
He, she, itisFrench.
-  ปฏิเสธIamnotold.
You, we, theyarenotold.
He, she, itisnotold.
? คำถามAmIlate?
Areyou, we, theylate?
Ishe, she, itlate?
การใช้     ใช้  Simple Present tense เมื่อ
  • เป็นการกระทำ/เหตุการณ์ที่เป็นจริงโดยทั่วไป เช่น
    The Moon goes round the Earth.
    Birds fly.
    Sugar is sweet.
  • เป็นการบรรยายการกระทำ/เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่พูด
    John waits patiently while Bridget books the tickets.
    He needs help right now.
    I'm here now.
    The car is clean
  • เป็นกระทำที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นกิจวัตร ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต  เช่น
    He gets up early every day.
    play football every Sunday.
  • เป็นการกระทำที่กำหนดแน่นอนว่า จะกระทำในอนาคต   โดยใช้ ร่วมกับ adverb หรือ adverbial phrase เช่น
    The doors open in 10 minutes.
    John arrives on Tuesday.
มีข้อยกเว้นดังนี้
  • สำหรับประโยคบอกเล่า ( positive ) ปกติจะไม่ใช้กริยาช่วย   ( นอกจากต้องการเน้นเช่น  I do love you )
  • สำหรับประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3  ( he, she, it ) เติม  s ที่กริยาหลัก และเติม  es ที่กริยาช่วย
  • สำหรับ verb to be ที่เป็นกริยาหลัก    ปกติจะไม่มีกริยาช่วย แม้ในประโยคปฏิเสธ หรือประโยคคำถาม
ตามตัวอย่างในตารางต่อไปนี้
ประธานกริยาช่วยกริยาหลัก
+
บอกเล่า
I, you, we, theylikecoffee.
He, she, itlikescoffee.
-
ปฏิเสธ
I, you, we, theydonotlikecoffee.
He, she, itdoesnotlikecoffee.
?
คำถาม
DoI, you, we, theylikecoffee?
Doeshe, she, itlikecoffee?
verb to be ที่เป็นกริยาหลัก    ปกติจะไม่มีกริยาช่วย แม้ในประโยคปฏิเสธ หรือประโยคคำถามดังนี้
2. Present Progressive ( continuous )
โครงสร้าง   
Subject + auxiliary verb ( be ) + main verb ( base+ ing)
ประธาน + กริยาช่วย (be ) + กริยาหลักช่อง 1 เติม ing
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาหลัก
+  บอกเล่าIamspeakingto you.
+ บอกเล่าYouarereadingthis.
-  ปฏิเสธSheisnotstayingin London.
-  ปฏิเสธWearenotplayingfootball.
?  คำถามIshewatchingTV?
?  คำถามAretheywaitingfor John?
การใช้ 
  • ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่กำลังดำเนินการอยู่  อาจมี adverb ในรูปคำเดียวหรือกลุ่มคำมาร่วมด้วย เช่น
    The sun is shining.
    am having dinner at this moment.
  • ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้ซึ่งคาดว่าจะต้องเกิดแน่นอน โดยมีคำบอกอนาคตร่วมด้วย เป็นการใช้เช่นเดียวกับ  Future Simple
    am taking my exam next month.
    We are going to Chiang Mai tomorrow.
  • ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต ถึงปัจจุบันและจะต่อไปในอนาคตเป็นระยะยาว เช่น
    My son is working hard this semester.
    am studying to become a doctor.
  • ใช้กับการกระทำที่เกิดซ้ำซาก โดยใช้ร่วมกับ always , constantly เป็นต้น
    I don't like them because they are always complaining.
    He is constantly talking. I wish he would shut up.

    หมายเหตุ
    ปกติถ้าเราพูด I always do something  หมายถึงการทำอย่างนั้นทุกครั้ง  แต่ถ้าใช้ I always doing somthing หมายถึงเป็นการทำบ่อยๆแต่ไม่ใช่ทุกครั้ง เช่น

    I've lost my key again. I'm always losing thing.
    ฉันทำกุญแจหายอีกแล้ว ฉันทำของหายบ่อย  ( แต่ไม่ได้หายทุกครั้ง )
    You're always watching television. You should do something more active.
คำกริยาที่ไม่สามารถนำมาใช้ในลักษณะ Continuous Tenses ได้   ดูรายละเอียดที่นี่
3. Present Perfect
โครงสร้าง   
Subject + auxiliary verb ( has,have ) + main verb ( past participle )
ประธาน + กริยาช่วย (has,have) + กริยาหลักช่อง 3
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาหลัก
+    บอกเล่าIhaveseenthis movie.
+   บอกเล่าYouhaveeatenmine.
-    ปฏิเสธShehasnotbeento Rome.
-    ปฏิเสธWehavenotplayedfootball.
?   คำถามHaveyoufinished?
?  คำถามHavetheydoneit?
การใช้
  • ใช้แสดงการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์
    have bought a car.  แสดงว่า
    อดีต       ฉันไม่มีรถ
    ปัจจุบัน    ฉันมีรถ
    John has broken his leg. แสดงว่าอดีต       จอนยังมีขาดีอยู่
    ปัจจุบัน    จอนขาหัก
    The police have arrested the killer. แสดงว่าอดีต       ฆาตกรยังลอยนวลอยู่
    ปัจจุบัน    จับฆาตรกรได้แล้ว
    The clock has stopped.อดีต       นาฬิกายังเดินอยู่
    ปัจจุบัน    นาฬิกาหยุดเดินแล้ว
  • ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นไปแล้ว และผลการกระทำยังแสดงให้เห็นจนปัจจุบัน  ประโยคคล้ายกับข้อแรก แต่ผู้พุดต้องการเน้นความต่างกัน   ในข้อแรกแสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์    แต่ในข้อนี้ต้องการแสดงว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นยังคงอยู่
    I've lost my keys. ฉันได้ทำกุญแจหาย  ( ขณะนี้ก็ยังหาไม่เจอ )
    I've closed the windows. ฉันปิดหน้าต่าง  ( ขณะนี้หน้าต่างยังปิดอยู่ )
    The train has arrived. รถไฟมาถึงสถานีแล้ว  ( ขณะนี้ก็ยังจอดอยู่ที่สถานี )
  • ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน    ปกติจะมีกลุ่มคำหรือประโยคบอกว่าเหตุการณ์นั้นเกิดมาตั้งแต่เมื่อไร เช่น since, for, ever since, so far, recently, in the last few days เป็นต้น
    have lived in Bangkok since 1960.
    have lived in Bangkok for  twenty-four years.I 've met a lot of people in the last few days.
    Have you heard from George recently?
  • ใช้แสดงอาการเคย หรือ ไม่เคยทำในอดีต ซึ่งไม่ได้บอกเวลาแน่นอนไว้   มักจะมี adverbs เช่น ever,never, once... ร่วมอยู่ด้วย
    Have you ever been to Thailand?
    I've never seen him before.
  • ใช้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลงใหม่ๆ   มักจะมีคำ just, already , หรือ yet กำกับ
    The train has just arrived.
    The train has already arrived.
    Has the train arrived yet ?
หมายเหตุ  จำการใช้ประโยคต่อไปนี้
Don is having a driving lesson. It's the first time he has driven a car.  ( ไม่ใช่ drives )
Linda has lost her passport again. It's the second time this has happened. ( ไม่ใช่ happens )
Bill is phoning his girlfriend again. That's the third time he has phoned her this evening.
4. Present Perfect Progressive ( continuous )
โครงสร้าง
Subject + auxiliary verb ( have ) +auxiliary verb (been )+ main verb ( base+ ing)
ประธาน + กริยาช่วย (have ) + กริยาช่วย ( been) + กริยาหลักช่อง 1 เติม ing
ดังตัวอย่าง
ประธานกริยาช่วยกริยาช่วยกริยาหลัก
+ บอกเล่าIhavebeenwaitingfor one hour.
+ บอกเล่าYouhavebeentalkingtoo much.
-  ปฏิเสธIthasnotbeenraining.
-  ปฏิเสธWehavenotbeenplayingfootball.
? คำถามHaveyoubeenseeingher?
? คำถามHavetheybeendoingtheir homework?
การใช้
  • ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คล้ายกับ Present Perfect แต่จะเน้นความต่อเนื่องของเวลามากกว่า
    I've been reading for 2 hours. ฉันอ่าน (หนังสือ)มาได้ 2 ชั่วโมงแล้ว ( ยังอ่านอยู่และน่าจะอ่านต่อไป)
    เปรียบเทียบกับ  I've read for 2 hours. ฉันอ่านมา2 ชั่วโมงแล้ว ( ไม่รู้จะอ่านต่อไปหรือไม่ )
    We've been working since 9 o'clock. เราทำงานมาตั้งแต่ 09.00 น. ( ยังทำอยู่และน่าจะทำต่อไป)่
    She has been watching too much television lately.
    Mary has been feeling a little depressed .
  • ใช้กับการกระทำที่เพิ่งจบลงเร็วๆนี้  มีความเกี่ยวพันกับปัจจุบัน
    I'm tired [now] because I've been running. ฉันเหนื่อย(ขณะนี้)   เพราะไปวิ่งมา (วิ่งเสร็จแล้ว )
    Why is the grass wet [now]? Has it been raining? ทำไมหญ้าเปียก ( ขณะนี้) ฝนตกหรือเปล่า ( ฝนหยุดแล้ว)
    You don't understand [now] because you haven't been listening. คุณไม่เข้าใจ (ขณะนี้ ) เพราะคุณไม่ฟัง(ที่ผ่านมา )
    It's been raining and my hair is still wet.
    I’ve been reading all afternoon. I’ve just finished the book.
    Who's been sleeping in my bed?
หมายเหตุ  กริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่องของการกระทำ จะใช้ Present Perfect Progressive  ไม่ได้ ให้ใช้ Present Perfect
The train has arrived . ไม่ใช้ The train has been arriving .
I've wanted to visit China for years. ไม่ใช้ I've been wanting....
She's known Robert since she was a child.   ไม่ใช้ She's been knowing.....
I've hated that music since I first heard it. ไมใช้ I've been hating.....
I've heard a lot about you recently.   ไม่ใช้ I've been hearing.....
We've understood everything we've heard this morning. ไมใช้ We've been understanding.....

........................................................................

                      เพื่อการเรียนรรู้ ขอขอบคุณ....
Credit : http://ict.moph.go.th












widgets

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

Tenses (กาล)


Tense หรือ Verb Tenses
Tense หรือ Verb Tenses  เป็นรูปแบบของคำกริยาที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับเวลาที่เกิดขึ้น ความต่อเนื่องของการกระทำ ความเสร็จสมบูรณ์ของการกระทำ  
I. รูปของ Verb Tenses
คำว่า Verb Tenses ตามไวยากรณ์เป็นการรวมกันระหว่าง 
  • Tense ซึ่งหมายถึงเวลาที่เกิดขึ้นซึ่งได้แก่   past ( อดีต ) present ( ปัจจุบัน )และ future ( อนาคต )
  • Aspect ซึ่งหมาย ถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจบลงแล้วหรือยังดำเนินการอยู่  มี 2 รูปแบบ
    • จบลงแล้ว (Complete Tenses หรือ Perfect Tenses)   แสดงด้วย   Have + past participle   มี 3 รูป
      • Past Perfect
      • Present Perfect
      • Future Perfect
    • หรือยังดำเนินการอยู่  ( Incomplete หรือ Progressive หรือ  continuous )   แสดงด้วย  BE + ing   มี  3 รูป
      • Past Progressive
      • Present Progressive
      • Future Progressive
    Tenses ที่เหลือนอกจาก 2 รูปแบบข้างต้นได้แก่
    • Simple Tense มี 3 รูป
      • Simple Past
      • Simple Present
      • Simple Future
    • การรวมกันของ Complete และ Incomplete  Tenses
      • Past Perfect Progressive
      • Present Perfect Progressive
      • Future Perfect Progressive
เมื่อสรุปรวมแล้ว   Verb Tense มีทั้งหมด 12 รูป
Past tenses 4 รูป
Simple past
Past progressive
Past perfect
Past perfect progressive
I went
I was going
I had gone
I had been going
Present tenses  4 รูป
Simple present
Present progressive
Present perfect
Present perfect progressive
I go
I am going
I have gone
I have been going
Future tenses  4  รูป
Simple future
Future progressive
Future perfect
Future perfect progressive
I will go
I will be going
I will have gone
I will have been going
* หมายเหตุ   progressive  คือ  continuous
II. โครงสร้าง Verb Tenses ในประโยค
โครงสร้างพื้นฐานของTense ในประโยค positive sentence ประกอบด้วย
subject + auxiliary verb + main verb
auxiliary verb ใช้ในทุก tense    โดยใน simple present และ  simple past tenses นั้น auxiliary verb ใช้ในการเน้นความ     ตารางต่อไปนี้เป็นการแสดงโครงสร้างการใช้ Tense  ใน active voice.
structure
pastpresentfuture
auxiliarymain verb
simplenormalI workedI workI will work
intensivedobaseI did work*I do work*
perfecthavepast participleI had workedI have workedI will have worked
progressivebepresent participle -ingI was workingI am workingI will be working
perfectprogressivehave beenpresent participle -ingI had been workingI have been workingI will have been working

* I did work. ฉันทำงานจริงๆ ( เป็นการเน้น ) เช่นเดียวกับ I do work.
III. Verb Tenses กับ เวลา
เราจะต้องไม่สับสนระหว่างชื่อของ tense กับเวลา เช่น  present tense  ไม่ได้หมายถึง เวลาปัจจุบัน เสมอไป ตัวอย่าง
I hope it rains tomorrow. ฉันหวังว่าฝนจะตกพรุุ่งนี้
( rains เป็น present simple แต่ใช้ในความหมายเวลาในอนาคต )
หรือ   past  tense ไม่ได้หมายถึงเวลาในอดีตเสมอไป  ตัวอย่าง
If I had some money now, I could buy it . ถ้าฉันมีเงินเดี๋ยวนี้ ฉันจะซื้อมัน
(had เป็น past tense แต่่ใช้ในความหมายเป็นเวลาในปัจจุบัน )
ตารางต่อไปนี้เป็นการสรุปการใช้ Verb Tenses ต่างๆกับ เวลา
TENSE
TIME
pastpresentfuture
Present Simplewant a cup of  coffee.leave tomorrow.
Shelikescoffee.
Present Continuousam having dinner.am taking my exam next month.
TheyarelivinginLondon.
Present Perfect
Simple
have seen that movie.have finished.
Present Perfect Continuoushave been playing tennis.
We have been working for four hours.
Past Simplefinished one hour ago.If she loved you now, she would marry you.If you came tomorrow, you would see her.
Past Continuouswas working at 2am this morning.
Past Perfect Simplehad not eaten for 24 hours.
Past Perfect ContinuousWe had been working for 3 hours.If I had been working now, I would have missed you.If I had been workingtomorrow, I could not have agreed.
Future SimpleHold on. I'll do it now.I'll see you tomorrow.
Future Continuouswill be working at 9pm tonight.
Future Perfect Simplewill have finished by 9pm tonight.
We will have been married for ten years next month.
Future Perfect ContinuousThey may be tired when you arrive because they will have been working.
In 30 minutes, we will have been working for four hours.


.........................................................................

                      เพื่อการเรียนรรู้ ขอขอบคุณ....
Credit : http://ict.moph.go.th




widgeo.net